ความแตกต่างระหว่างการลงทุนทำธุรกิจกับการลงทุนในตลาดหุ้น

14

ถ้าวันนี้คุณอยากทำธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการ กับ การที่คุณอยากลงทุนในตลาดหุ้น ควรจะเลือกลงทุนอะไรดีข้อเปรียบเทียบ 1. เงินลงทุนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุน ตั้งแต่หลักแสน หลายแสน จนถึงหลักล้าน และที่สำคัญ ต้องมีสายป่านที่ยาว เพื่อมาหล่อเลี้ยงธุรกิจของคุณให้มันเจริญเติบโตต่อไปได้ ตลาดหุ้น วันนี้คุณจะมีเงินเริ่มต้น หลักพัน หลักหมื่น คุณก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ เวลาการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จะต้องมีเวลา ดูแลเฝ้ากิจการตลอดมากกว่า 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน จะปิดกิจการไปเที่ยวสักเดือนนึง ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะธุรกิจที่เปิดขาดรายได้ แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงอยู่ ลูกค้าหนีหาย คู่แข่งแซงหน้า ดังนั้น จึงต้องทำงานทุกวัน แทบจะไม่มีวันหยุด ตลาดหุ้น คุณใช้เวลาเพียง 30 – 60 นาทีต่อวันเท่านั้น

ผลตอบแทนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ผลตอบแทน ขึ้นกับจำนวนลูกค้า ที่เข้ามา ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย ในเรื่อง รสชาด การบริการ ราคา ทำเลที่ตั้ง ฤดูกาลและอื่นๆอีกมากมายจึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ตลาดหุ้น ผลตอบแทน สามารถสร้างได้ แบบไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของกลยุทธ์ในการทำกำไรคู่แข่งการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ คู่แข่งในธุรกิจประเภทนี้มีมากมาย ต้องแข่งขันกันในเรื่องของความแปลกใหม่ การตัดราคา การโฆษณา รสชาด การบริการ รวมถึงคอนเนคชั่นเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาใช้บริการธุรกิจของตน ตลาดหุ้น คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ตัวคุณเอง ไม่ต้องแข่งกับใคร ขอเพียงเอาชนะใจตนเอง เอาชนะความโลภ ความกลัว จิตนิ่ง มีสติ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ความเสี่ยงการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ความเสี่ยงของการทำธุรกิจ คือ ถ้าคุณยังไม่มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน ในธุรกิจนี้ไม่มีให้ทดลองทำก่อน ต้องลงทุนจริง เจ๊งจริง และก็เจ็บจริง เช่น ถ้าคุณอยากเปิดร้านอาหาร แต่ยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ คุณอยากทดลองทำก่อน ก็ไม่สามารถทำได้ ต้องลงทุนจริงเท่านั้น ตลาดหุ้น ถ้าคุณยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่มากพอ คุณสามารถทดลองลงทุนได้ก่อน ในเงินจำลอง เพราะในตลาดหุ้น ได้ช่วยสร้างความเสี่ยงต่ำให้กับเราแล้ว เราเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เค้ามีให้ จนกว่าคุณจะมีความรู้และประสบการณ์ และมีความมั่นใจมากพอ ค่อยไปลงทุนจริงๆ

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ เช่น ถ้าร้านอาหารที่คุณเปิด อาหารรสชาดไม่ดี ทำเลไม่ใช่แหล่งทำเงิน การบริการไม่ประทับใจ ร้านคุณก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะของการขาดทุน โดยที่ต้องขาดทุนไปเรื่อยๆเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ตามสายป่านของเงินที่คุณมี ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงคุณรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้มากน้อยแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถทำได้ เพราะในธุรกิจร้านอาหารไม่มีตัวช่วยบริหารความเสี่ยง หรือ ตัวตัดขาดทุน ตลาดหุ้น ถ้าวันนี้คุณลงทุนไป 100 บาท คุณบอกว่ารับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้สูงสุด 5 บาท คุณก็สามารถทำได้ โดยใช้ การตัดขาดทุน หรือ การ Cut Loss นั่นเอง

เงินลงทุนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ

ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน ที่จำเป็นต้อง ‘ใช้เงิน’ และ ‘หาเงิน’ มาเป็นปัจจัยหนึ่งในการดำรงชีวิต ย่อมจะต้องเคยพบพานกับการชักชวนจากคนรู้จักหรือได้ยินการโฆษณาเชื้อชวนให้เรามาร่วมลงทุนทำธุรกิจ จนบางครั้งก็มีปัญหาและเกิดการสูญเสียเงินทองขึ้นมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น ก่อนที่คุณคิดจะควักกระเป๋าลงทุนทำอะไร จงท่องกฎเหล็กเหล่านี้ให้ดี จะได้ไม่พลาด

เงินลงทุนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุน ตั้งแต่หลักแสน หลายแสน จนถึงหลักล้าน และที่สำคัญ ต้องมีสายป่านที่ยาว เพื่อมาหล่อเลี้ยงธุรกิจของคุณให้มันเจริญเติบโตต่อไปได้ ตลาดหุ้น วันนี้คุณจะมีเงินเริ่มต้น หลักพัน หลักหมื่น คุณก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้

ประเมินงบในกระเป๋า
ถ้าธุรกิจที่กำลังคิดลงทุนสวนทางกับงบประมาณในกระเป๋า จะต้องคิดและทบทวนใหม่ อย่าทำอะไรเกินตัว เพราะลงทุนไปแล้วผลที่ตามมาอาจจะได้ไม่คุ้มเสีย

มั่นสังเกต สงสัย
เมื่อมีใครมาชักชวนให้เราร่วมลงทุนทำธุรกิจด้วยนั้น พวกเขามักมีข้อเสนอที่ดึงดูดใจ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยและกำไรงามๆ แต่การระดมทุนแบบนี้มีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นควรตั้งข้อสังเกตไว้ก่อน น่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจที่ไม่ดีและขาดความน่าเชื่อถือ เพราะหาเงินกู้จากสถาบันการเงินไม่ได้ หากสนใจลงทุนจริงๆ ก็ต้องอ่านข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ

ธุรกิจดูดีเกินไป
ถ้าธุรกิจที่กำลังจะลงทุนดูดีมากจนไม่น่าจะเป็นจริงได้ หรือเป็นแค่ภาพโครงการในฝัน ขอให้นึกเสมอว่ามีคนอยากได้เงินของเราไปลงทุน ทันที่ได้เงินจากกระเป๋าคุณไป เขาจะอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบเราทันที

ควรนำเสนองานอย่างไรให้เข้าตานักลงทุน

CEO ของธุรกิจ Startup ต้องพูดในที่สิ่งควรจะพูดเพื่อทำให้ธุรกิจมีความโดดเด่น เป็นที่สนใจของเหล่านักลงทุน ถึงแม้ว่า CEO แต่ละคนจะมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความสามารถและความถนัด แต่โดยทั่วไปแล้วจะควรจะอยู่บนหลักการซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนอยากรู้เกี่ยวกับธุรกิจของคุณนั่นแหละ

บอกส่วนแบ่งตลาดหรือกำไรให้ชัดเจน
นักลงทุนอาจจะชอบวิสับทัศน์ของคุณมาก แต่นั่นไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาตัดสินใจลงทุนกับคุณหรอก เพราะเขาเองก็ต้องการทำกำไรด้วย ดังนั้น การบอกตัวเลขที่แสดงถึงผลกำไรที่ชัดเจนคือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างความประทับใจให้กับเหล่านักลงทุน

แสดงความเป็นไปได้ที่ธุรกิจจะเติบโต
นักลงทุนต้องอยากเห็นตลาดที่ยั่งยืนและมั่นคง คุณจึงต้องแสดงให้เห็นคุณค่าของธุรกิจและคุณค่านั้นจะเติบโตต่อไปได้อย่างไรบ้าง อธิบายว่าธุรกิจของคุณจะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับคนแต่ละกลุ่มได้อย่างไร และแบรนด์ของคุณมีแนวโน้มว่าจะเติบโตมากแค่ไหน ทั้งในแง่ของตลาดและรายได้ที่จะหลั่งไหลเข้ามา เพราะนักลงทุนเองก็จะมองหาโอกาสที่จะให้เงินทำงานแทนพวกเขา ดังนั้น Startup จึงควรแสดงให้เห็นว่าการเลือกลงทุนกับคุณจะตอบโจทย์ทางการเงินของพวกเขา

มี Business Model ที่ชัดเจน
Business Model นี่แหละที่จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเรียกความสนใจจากนักลงทุน พูดง่ายๆ คือต้องแสดงให้เห็นวิธีทำเงินของธุรกิจได้อย่างชัดเจน เป็นต้นว่ามีรายได้มาจากไหนบ้าง ใครคือลูกค้าบ้าง จะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร เน้น B2B หรือ B2C ฯลฯ ซึ่งต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนและมีรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะนักลงทุนไม่ได้มองหาธุรกิจที่แน่นอนตายตัว แต่พวกเขามองหาธุรกิจที่จะมีความเติบโตและมีแผนการที่ชัดเจนว่าจะเติบโตได้อย่างไร

เรื่องของ Business Model ยังมีรายละเอียดที่อยากเล่าให้ฟังอีกอย่างคือ ในกรณีที่ Business Model ของคุณไม่เหมือนกับใครที่ไหนเลย หรือคุณอาจจะเป็น First mover ในธุรกิจลักษณะนี้ ก็ควรจะอ้างอิงด้วยว่าในประเทศอื่นๆ มี Business Model ที่ใกล้เคียงกันหรือไม่ เผื่อว่าในอนาคตอาจจะมีการแลกเปลี่ยนความรู้ที่สามารถต่อยอดธุรกิจของคุณได้ ก็อาจจะเป็นเรื่องที่นักลงทุนให้ความสนใจเช่นกัน

ต้องตอบให้ได้ว่าธุรกิจของคุณตอบโจทย์อะไร
ธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและมองเห็น “ปัญหา” ที่อยากจะแก้ไขด้วยสินค้าและบริการของธุรกิจ โดยปัญหานี้ควรจะส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมากในระดับหนึ่ง ส่วนปัญหาเล็กๆ ที่ส่งผลกระทบกับคนน้อยมากๆ นั้นอาจจะมีโอกาสทำเงินได้น้อยหรืออาจจะเจริญเติบโตได้ยากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ขนาดของกลุ่มเป้าหมายนั้นไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณระบุให้เห็นถึงปัญหาได้ชัดเจนแค่ไหนและสินค้าหรือบริการของคุณสามารถแก้ปัญหานั้นได้มากน้อยเพียงใด

พิสูจน์ให้เห็นว่าคุณแตกต่าง
อย่างแรกเลยคือคุณต้องเป็น “เจ้าของ” ธุรกิจของคุณอย่างแท้จริง ซึ่งมันหมายถึงการแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าคุณมีสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์ที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่เครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ ต่างก็เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยได้รับการเอาใจใส่สักเท่าไรนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก นั่นคือความแตกต่างอย่างแรกที่ควรจะมี ประการที่ 2 คือ ความแตกต่างในแง่ของนวัตกรรม ซึ่งจะอยู่ในสินค้าและบริการที่มาจากธุรกิจของคุณ ถ้าเป็นไปได้ก็จับเอาสินค้าและบริการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ เลยว่าสิ่งที่คุณขายนั้นต่างจากพวกเขาอย่างไร

แสดงให้เห็นว่าคุณเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร
การมีลูกค้าที่ซื้อหรือใช้บริการซ้ำๆ จะบ่งชี้ถึงความสำเร็จของธุรกิจได้ในระดับหนึ่ง การเชื่อมโยงกับลูกค้าในลักษณะเครือข่ายถือเป็นสัญญาณที่ดีในสายตานักลงทุน ดังนั้นต้องแน่ใจว่าคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและแสดงให้นักลงทุนเห็นว่าบรรดาลูกค้าของคุณน่ะ มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของคุณมากแค่ไหน

กลยุทธ์การลงทุนธุรกิจยามตลาดผันผวน

หากถามถึงการลงทุนในช่วงนี้ หลายคนคงกุมขมับกันเลย เพราะภาวะเศรษฐกิจดูไม่ค่อยเป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในประเทศที่หลายคนกังวลว่าจะเติบโตได้มากหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย เช่น ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง ภาวะราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่งส่งผลให้การใช้จ่ายของคนไทยเราลดน้อยลง ขณะที่การใช้จ่ายของรัฐบาลก็ไปได้ช้า เงินที่หวังมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ชักไม่แน่ใจ และหากมองไปเศรษฐกิจภายนอกบ้าง ก็เจอรัสเซีย ยูโรท่าทางแย่ จีนหรือญี่ปุ่นเองก็ยังมีปัญหา ส่วนอเมริกาเองแม้จะเริ่มดูดีแต่พอน้ำมันลดลงไปเรื่อยๆก็ชักวางใจไม่ได้ เมื่อภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจอย่างนี้ กลยุทธ์การลงทุนในยามตลาดผันผวนอย่างนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญในการลงทุนยามนี้จึงไม่ใช่การหาผลตอบแทนให้ได้ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการควบคุมความเสี่ยงในเหมาะสมไม่ให้มาทำให้พอร์ตการลงทุนของเราเสียหาย
1.ยึดมั่นกับการลงทุนระยะยาว หัวใจสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น ก็คือ ตั้งเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว และเมื่อเป้าหมายการลงทุนของเราระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนก็ควรเป็นกลยุทธ์ระยะยาวด้วย1.ยึดมั่นกับการลงทุนระยะยาว หัวใจสำคัญที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น ก็คือ ตั้งเป้าหมายการลงทุนในระยะยาว และเมื่อเป้าหมายการลงทุนของเราระยะยาว กลยุทธ์การลงทุนก็ควรเป็นกลยุทธ์ระยะยาวด้วย
2.เน้น Margin of Safety สูง คือ มีความปลอดภัยในการลงทุนสูง ในภาวะผันผวนเช่นปัจจุบันนี้ upside gain หรือเปอร์เซนต้กำไรมีไม่สูง ไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่เราจะขาดทุน (downside risk) กรณีนี้แนะนำให้ถือเงินสดรอจังหวะที่หลักทรัพย์ที่เราสนใจราคาถูกจนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ให้ซื้อเมื่อหุ้นตก ไม่อยากให้พวกเราเล่นหุ้นขาลง เพราะเรายังไม่เห็นก้นเหว ควรรอให้หุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น ค่อยลงทุนดีกว่า แม้ว่าต้นทุนอาจไม่ได้ต่ำสุด แต่ก็ปลอดภัยและสร้างกำไรได้มากกว่าการซื้อหุ้นขาลง
3.มองวิกฤติ คือ โอกาส หากเราลองมองดูประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนทุกคนเลยก็ได้ จะเห็นแทบทุกคนรวยหุ้นจากการลงทุนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจทั้งนั้น เพราะคนเรามักจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ภายนอกเว่อร์ไปหน่อย เช่น หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มดี หุ้นก็จะขึ้นซะอย่างกับว่า GDP จะโตซัก 10% หรือหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มไม่ดี หุ้นก็จะตกเหมือนราวกับประเทศไทยจะมีปัญหา ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤติ ราคาหลักทรัพย์ก็จะถูกกว่าที่ควรจะเป็น จึงเป็นโอกาสของดีราคาถูกที่นักลงทุนพื้นฐานหลายคนเฝ้ารออยู่นั่นเอง
4.ศึกษาข้อมูลเลือกหุ้นในดวงใจ  ถ้าจังหวะยังไม่ใช่ ก็ยังไม่ต้องรีบลงทุน การถือเงินสดไว้เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนเช่นกัน ช่วงที่รอจังหวะจึงควรเป็นช่วงที่เราใช้เวลาศึกษาหาความรู้การลงทุนหาข้อมูลเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี มีอัตราการเติบโตสูง พิจารณาราคาที่เหมาะสม จากนั้นก็เผ้ารอ เมื่อราคามาถึงเป้าหมายที่เราเฝ้ารอก็รีบลงทุนทันที
5.กระจายความเสี่ยง เพราะอนาคตไม่แน่นอน เราจึงควรบริหารความเสี่ยง ด้วยการกระจายการลงทุน ทั้งการกระจายความเสี่ยง.
6.แต่แม้ว่าเราจะวางแผนอย่างไร ระดับความรุนแรงของความผันผวนเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก ดังนั้นเราควรเลือกเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีความคงทนต่อความผันผวนสูง เช่น หุ้นกิจการขนาดใหญ่ที่เป็นผู้นำตลาด มีฐานะการเงินที่มั่นคงมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน เป็นต้น

ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์อันเป็นประตูสู่ใจกลางเอเชีย

16

ประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์อันเป็นประตูสู่ใจกลางเอเชีย – ศูนย์กลางตลาดทางเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในปัจจุบัน ประเทศไทยยังเป็นเส้นทางการค้าขายที่สะดวกกับจีน อินเดียและประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเชียตะวันออกเฉียงใต้และเส้นทางเปิดกว้างสู่อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพทางธุรกิจสูงประเทศไทยเป็นเมืองพุทธที่เป็นมิตรและต้อนรับชาวต่างชาติ เปิดกว้างทั้งทางความคิดและศาสนา เศรษฐกิจที่เติบโตมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง การส่งออกที่แข็งแกร่ง และตลาดผู้บริโภคภายในประเทศที่ตื่นตัว นอกจากนี้ทรัพยากรธรรมชาติอันอุดม สมบูรณ์ประกอบกับแรงงานที่มีฝีมือและประสิทธิภาพยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ทั้งยังเสริมสร้างความมั่งคั่งให้ธุรกิจ และพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศนโยบายการลงทุนของประเทศไทยมีความชัดเจนโดยมุ่งเน้นการเปิดเสรีและส่งเสริมการค้าเสรี โดยรัฐบาลได้ร่วมส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับจากผลการสำรวจนานาชาติให้เป็นแหล่งรองรับการลงทุนที่น่าดึงดูดที่สุด แห่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง รายงานธนาคารโลกว่าด้วยความสะดวกในการประกอบธุรกิจประจำ ปี 2553 ได้จัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก

เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งการขนส่ง การคมนาคม เทคโนโลยีสารสนเทศ พร้อมเปิดรับธุรกิจทุกรูปแบบจากนักลงทุนชาวต่างชาติมีนโยบายที่ชัดเจนโดยมุ่งเน้นการเปิดเสรีและส่งเสริมการค้าเสรี ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างจริงจัง ทั้งเป็นประเทศที่มีความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากเป็นอันดับที่ 12 ของโลก โดย การจัดอันดับธนาคารโลกสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนให้การสนับสนุนและให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้า และบริการสนับสนุนแก่กิจการลงทุนหลากหลายประเภทแก่นักลงทุนอุตสาหกรรมที่มีการพัฒนามายาวนาน และอุตสาหกรรมดาวรุ่งใหม่รัฐบาลให้ความสำคัญในการส่งเสริมและชักจูงอุตสาหกรรม 6 สาขาหลัก ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ ได้แก่เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร พลังงานทดแทน ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แฟชั่นและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมบันเทิงบริการเพื่อสุขภาพ และการท่องเที่ยวมาตรฐานการศึกษาของไทยเป็นที่ยอมรับจากสถาบันระหว่างประเทศ โรงเรียนและวิทยาลัยนานาชาติในประเทศไทยให้การศึกษาชั้นนำระดับโลก อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน

กู้เงินธนาคารมาทำธุรกิจ มีผลดีอย่างไร

elevatorpitch2011.com

การลงทุนในธุรกิจต้องหวังผลตอบแทนเป็นธรรมดา แต่ในการลงทุนนั้นต้องอาศัยการกู้ยืมเงิน หรือจากการร่วมหุ้นเป็นหลัก ไม่ก็หาเงินลงทุนจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะจากธนาคาร ใครหลายคนไม่อยากให้ธุรกิจของตนต้องเข้าไปข้องเกี่ยวกับธนาคารซึ่งนั่นก็คือในอดีต แต่ในปัจจุบันความเชื่อดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปหลายบริษัทต่างพึ่งพาความช่วยเหลือทางการเงินจากธนาคารทั้งของทางภาครัฐและพาณิชย์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆได้หลายประการ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเรื่องของการให้ผลกำไรตอบแทนที่ควรจะได้รับอย่างคุ้มค่ามากกว่าถ้าเทียบกันกับการใช้เงินลงทุนส่วนตัว

ก่อนจะกู้เงินลงทุนผู้ประกอบการต้องคำนวณหาต้นทุนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น หลังจากที่ได้ต้นทุนมาแล้วสิ่งที่จะต้องทำลำดับต่อมาคือ การประเมิณรายรับและผลกำไรจากที่คาดว่าจะได้รับ โดยใช้ปัจจัยต่างๆเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนมากที่สุด อีกทั้งผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาหรือลดราคาใหม่ได้ตลอด แต่จะไม่ตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

การกู้เงินจากธนาคารสามารถสร้างความแตกต่างในส่วนของกำไรได้มากขึ้น การกู้ยืมเงินจากทางธนาคารแล้วจะมีส่วนต่างของผลกำไรที่เพิ่มมากขึ้นเป็น 12% และในส่วนสุดท้ายคือวิธีการที่สามารถที่ใช้เงินกู้จากธนาคารที่ค่อนข้างสูง เป็นวิธีที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถทำให้คืนทุนได้รวดเร็ว แต่ถ้าหากจะได้ผลจริงควรอยู่ที่ตัวผู้ประกอบการเองด้วยว่ามีวินัยในการบริหารเงินมากน้อยเพียงใด ผลตอบแทนจากการลงทุนถือเป็นอีกหนึ่งมิติของการบริหารสินทรัพย์ที่ผู้ประกอบการจะต้องใส่ใจให้มาก

การลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด เพราะความเสี่ยงมักมากับความไม่แน่นอน เพราะเงินทุนทุกบาททุกสตางค์เป็นสิ่งที่มีค่ามากต่อการทำธุรกิจผู้ประกอบการจะต้องใช้เงินลงทุนที่มีอยู่ให้คุ้มค่าพร้อมทั้งได้ผลตอบแทนกลับคืนมามากที่สุด และอาจทำให้ธุรกิจล้มเหลวได้ทันที ดังนั้นเมื่อมีแนวทางธุรกิจแล้ว ขอให้คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเพื่อลดการเป็นหนี้ธนาคารในภายหลัง

การเลือกลงทุนในประเทศพม่าที่น่าสนใจ

พม่า เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนมานานโดยพม่าก็มีการนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่นับจากพม่ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศในทิศทางที่เสรียิ่งขึ้นและได้รับการยอมรับจากนานาชาติเพิ่มขึ้นจนได้รับการผ่อนคลายคว่ำบาตรจากประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯและสหภาพยุโรป ได้ส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจพม่าค่อนข้างมาก ซึ่งช่วงเวลาสอดคล้องกับที่พม่าเร่งปฏิรูปนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภายนอกมากขึ้น ทั้งการปรับปรุงกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ที่เป็นที่คาดหมายว่าจะมอบสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น รวมทั้งการยกเครื่องระบบการเงินของประเทศใหม่โดยเริ่มจากการเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นอัตราลอยตัวแบบมีการจัดการ และการเร่งปรับปรุง ระบบการชำระเงินของประเทศสู่มาตรฐานและความเป็นสากลยิ่งขึ้น

ความน่าสนใจด้านการลงทุนในประเทศพม่า

ถือว่าเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียนในขณะนี้ เพราะด้วยพื้นที่ของประเทศที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก ค่าแรงที่ยังถือว่าถูกมาก โดยค่าแรงขั้นต่ำเพียง 75 บาท ถึง 120 บาท แต่ถ้าเป็นแรงงานที่ไม่มีฝีมือ ค่าแรงเพียง 30 บาท 40 บาท ก็ยังมี ส่วนอัตราค่าจ้างในระดับปริญญาตรี เพียง 4,000 บาท ถึง 5,000 บาท รายได้ 60% ใช้ในการอุปโภคบริโภค 40% ใช้ในการทำบุญและอื่นๆ และหลังจากรัฐบาลพม่ามีเสถียรภาพ และยอมรับกฎระเบียบต่างๆ ของสหประชาชาติ ยิ่งทำให้ต่างชาติให้ความสนใจการลงทุนในประเทศพม่ากันมาก ส่วนธุรกิจที่น่าลงทุนในประเทศพม่า 5 อันดับแรก ธุรกิจด้านการเกษตร วัสดุก่อสร้าง เรื่องของพลังงานก๊าซธรรมชาติ เหมืองแร่ สินค้าแฟชั่น สำหรับของกินของใช้ แฟชั่น เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ส่วนใหญ่ยอมรับในคุณภาพและนำเข้าจากประเทศไทย

การเข้าไปทำธุรกิจในพม่ายังมีโอกาส ตราบเท่าที่พม่ายังต้องการพัฒนาอยู่ อีกทั้งความรู้สึกพม่ากับไทยเรียกว่าเป็นความรู้สึกที่ดีอยู่ พม่ามีท่าทีและความพึงพอใจ ดูง่ายๆคนพม่ามีโอกาสไปทำงานทั้งสิงคโปร์ มาเลย์ เกาหลี แต่มาอยู่ไทยเป็นล้านๆ คน เพราะเราอยู่กันเหมือนพี่น้อง ส่วนเรื่อง AEC นั้นพม่าตื่นตัวแต่ก็มีความกังวล เพราะเขายังขาดความพร้อมในเรื่องของการแข่งขันในตลาดเสรี จึงเป็นกังวลว่าถ้าหากผู้ประกอบการจากต่างประเทศที่มีความชำนาญและกำลังทุนมากกว่า แล้วก็มีฐานการตลาดที่ใหญ่กว่า เขาก็เกรงว่าจะสู้ไม่ได้

ความสำคัญของทิศทางธุรกิจในการลงทุน

พูดถึงคำว่าทิศทางธุรกิจมันอาจจะดูฟังแล้วเครียดไปบ้าง แต่ถ้าผมบอกว่าเราต้องมอง Trend ทางธุรกิจ หลายๆคนก็อาจจะ “อ๋อ”ออกมาทันทีเพราะคำนี้เราพูดกันอยู่บ่อยๆโดยเฉพาะในเรื่องแฟนชั่นว่าเราจะต้อง In-Trend ตลอดเวลา เวลาใครใส่เสื้อเฉยๆก็จะกลายเป็นคน Out-Trend ไป การลงทุนของเราก็เช่นกันครับ เราต้องมองทิศทางของธุรกิจให้ออกว่าธุรกิจหนึ่งๆที่เราเลือกจะศึกษามันมีภาพในปัจจุบันเป็นอย่างไร อนาคตจะเป็นอย่างไร และสิ่งใดที่เราคาดเดากันได้บ้างว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรและธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางไหน ธุรกิจใดจะได้ประโยชน์ การมองทิศทางของธุรกิจขึ้นอยู่กับประสบการณ์แต่ละคนครับ แต่ผมเชื่อว่าธุรกิจบางอย่างเราคลุกคลีอยู่กับมัน ทุกวัน การมองทิศทางก็ไม่ใช่เรื่องที่คาดเดาไม่ได้

เทรนของสินค้าและธุรกิจแต่ละอย่างมีระยะเวลาไม่เท่ากัน

ธุรกิจแต่ละประเภทก็จะมีทิศทางและความเปลี่ยนแปลงตากต่างกันไป รอบของมันใช้ระยะเวลาไม่เท่ากัน การที่คุณเลือกลงทุนกับธุรกิจที่อยู่ในกระแส คุณต้องคิดอยู่เสมอว่า “มันมาจริง มาชั่วคราวหรือมันมาฉาบฉวย? มันจะอยู่นานไหม” เพราะถ้าคุณไม่ได้คิดวิเคราะห์การลงทุนให้ดี คุณก็อาจจะขาดทุนได้อย่างมหาศาลในช่วงเวลาสั้นๆได้เช่นกัน ตัวอย่างที่ผมนึกออกในช่วงไม่นานมานี้ก็คงจะไม่พ้น “ตุ๊กตาเฟอร์บี้” ที่มีกระแสฮิตกันอยู่พักหนึ่งจนทำให้พ่อค้าแม่ค้าหิ้วเข้ามาขายกันเต็มไปหมด แล้วเมื่อกระแสมันหายไปมันก็กลายเป็นถูกนำมาวางโปรโมชั่นลดราคา ซึ่งถ้าคุณเข้าทำธุรกิจและเข้ามาในท้ายตลาดด้วยการลงทุนจัดร้านขนาดใหญ่โตเพื่อรองรับคนมาซื้อตุ๊กตาเฟอร์บี้แล้วล่ะก็ คุณอาจจะต้องติดดอยตุ๊กตาเต็มไปหมดและก็ไม่รู้ว่าต่อไปสินค้านี้จะหายไปจากตลาดอย่างถาวรหรือไม่

ถ้าลองมาดูในการเปลี่ยนแปลงที่ระยะยาวกว่านั้น ตัวอย่างเช่น โทรศัพท์ ถ้าย้อนเวลากลับไปในสมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์บ้านจะเป็นการสื่อสารที่รวดเร็วกว่าการเขียนจดหมายหรือการใช้โทรเลข เมื่อมีการใช้โทรศัพท์โดยทั่วแทบเรียกได้ว่าเป็นธุรกิจที่ดูเหมือนจะไม่มีวันตายเพราะใครๆก็ใช้ แต่ต่อมีวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นทำให้เกิด เพจเจอร์ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของลักษณะการสื่อสารที่พกพา และต่อมาก็เปลี่ยนเป็นโทรศัพท์ไร้สายที่สามารถทั้งพกพาได้ทั้งส่งข้อความได้ พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป สินค้าบางชนิดอย่างโทรศัพท์ก็ถูกกระทบทั้งจำนวนผู้ใช้ ส่งผลทางด้านรายได้แต่ก็ยังถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่สินค้าอย่าง เพจเจอร์ ก็หายไปจากตลาดโดยสิ้นเชิงในเวลาต่อมา และในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารในส่วนของการใช้โทรศัพท์ไร้สายนั้น พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปอีกครั้งจากเดิมที่เราใช้โทรศัพท์เพื่อโทรเข้าออก ส่งข้อความ กลายเป็นการใช้ข้อมูลมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการส่ง email ผ่าน Internet ที่ติดอยู่กับตัวโทรศัพท์ การใช้ Application ต่างๆเพื่อเป็นตัวผ่านข้อมูลที่ต้องการ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้เราอาจจะเห็นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ก็ต้องมองกันต่อไปความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไปกระทบต่อธุรกิจอื่นๆอย่างไรบ้างและเราในฐานนักลงทุน ความเข้าใจในธุรกิจเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะมันจะทำให้เราเห็นจุดแข็งจุดอ่อนเพื่อเลือกลงทุนในธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้

มาถึงตรงนี้ในจุดแรกก็อยากจะสรุปว่า เทรนของธุรกิจแต่ละอย่างจะมีระยะเวลาของมันไม่เท่ากัน ส่วนตัวแล้วผมมองเห็นว่าสิ่งที่เป็นพื้นฐานของปัจจัยการบริโภคของมนุษย์จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ช้าหน่อย แต่ในลักษณะที่เป็นเทคโนโลยีนั้นจะมีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วก็สามารถสร้างความธุรกิจเกิดใหม่ได้พบกับความสำเร็จที่รวดเร็ว แต่มีมันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้วธุรกิจไม่สามารถปรับตัวตามได้ทัน ในฐานะนักลงทุนก็ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วว่าจะเดินไปต่อในทางไหน สำหรับผู้ที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงก็อาจจะเลือกธุรกิจอย่างๆ ตามปัจจัยพื้นฐานความต้องการของมนุษย์ในการลงทุน อะไรที่อยู่ในวันนี้และคิดว่าอีก 100 ปีจะไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นักในเชิงพฤติกรรมผู้บริโภค คุณก็อาจจะเห็นได้จากธุรกิจทั่วๆไปเลยเช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล โรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ ซึ่งธุรกิจที่ได้กล่าวมานี้เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่กล่าวมานี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในมุมของการมีอยู่ของธุรกิจที่ค่อนข้างนาน แต่ในเชิงเทรนการทำธุรกิจที่ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคอาจจะการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

1 2 3