Monthly Archives: October 2015

เลือกซื้อบ้านเพื่อการลงทุน อย่างไรให้ได้ผลกำไรอย่างคุ้มค่า

การเลือกซื้อบ้านและที่ดิน เป็นการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่นักลงทุนต้องเลือกพิจารณาจากหลายๆปัจจัยก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งมีผลต่อการลงทุน ดังนั้นนักลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มักจะมีเคล็ดลับการเลือกซื้อบ้านที่สามารถสร้างผลกำไรอย่างคุ้มค่า ซึ่งในปัจจุบันทั้งบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง ถือว่าเป็นสินทรัพย์การลงทุนที่สามารถสร้างผลกำไรให้นักลงทุนได้มากกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ รวมทั้งอัตราความเสี่ยงในการลงทุนก็มีน้อยกว่า แต่ทั้งนี้ในการเลือกซื้อบ้านและที่ดินเพื่อการลงทุนก็ยังมีปัจจัยที่ต้องนำมาพิจารณาด้วยกันดังนี้

– เงินทุน เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง นักธุรกิจส่วนใหญ่จึงต้องมีเงินและแหล่งเงินทุนไว้สำรองอยู่แล้ว เพื่อให้การลงทุนมีสภาพคล่อง นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงควรมีเงินเย็นไว้เป็นทุนสำรองบางส่วนด้วย

– พิจารณาจากเพื่อนบ้านข้างเคียง เพราะเพื่อนบ้านมีความเกี่ยวพันถึงความสุข ความอบอุ่น และความสงบในการอยู่อาศัย นอกจากผู้ซื้อจะยึดหลักการเดียวกันในการพิจารณาเลือกซื้อบ้านและที่ดิน เพื่อนบ้านและสิ่งๆต่างยังเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มมูลค่าบ้านและที่ดินให้มีราคาสูงขึ้นได้

– ตรวจสอบคุณภาพการจัดการชุมชนและบริการสาธารณะจากภาครัฐ เพราะเมื่อลงทุนในบ้านและที่ดินไปแล้ว ผู้ซื้อก็ต้องนำปัจจัยต่างๆเหล่านี้มาประกอบการพิจารณาเพื่อเลือกซื้อเช่นเดียวกัน หากพบปัญหาควรหลีกเลี่ยงการลงทุนเพราะเมื่อลงทุนไปแล้วถึงแม้บ้านและที่ดินจะมีราคาสูงขึ้นเพียงใดหากขายไม่ได้ ก็ไม่เกิดประโยชน์สำหรับการลงทุน

– ทำเลเด่น บ้านที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีหรือทำเลเด่น เช่น การคมนาคมสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอยู่ใกล้สถานที่ราชการหรือห้างสรรพสินค้า

– โอกาสดี หมายถึง มีโอกาสหรือจังหวะในการเลือกซื้อบ้านได้ในราคาถูก

ดังนั้น การเลือกซื้อบ้านและที่ดินเพื่อการลงทุน คือ แนวทางหรือวิธีทำการตลาดอย่างหนึ่งของนักลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ ฉะนั้นวิธีคิดในการเลือกซื้อบ้านเพื่อการลงทุน เป้าหมายที่ต้องการก็คือผลตอบแทนซึ่งเป็นกำไร หรือรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการลงทุนในแต่ละครั้ง

 

 

7 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย

7 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย
7 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย

  1. แรงถ่วงจากนโยบายรถคันแรกซึ่งทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศหดลงค่อนข้างแรงในปีนี้น่าจะมีผลกระทบต่อไปในปีหน้า
  2. การบริโภคน่าจะฟื้นตัวได้บ้างจากกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้สูง เนื่องจากรายได้ของคนกลุ่มนี้ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มรายได้น้อย. และมีการก่อหนี้เมื่อเทียบกับรายได้น้อยกว่าด้วย
  3. การส่งออกไทยน่าจะโตได้แต่คงเป็นการโตแบบค่อยเป็นค่อยไป. เนื่องจากคู่ค้าหลักบางประเทศชะลอตัวลง (จีน และ อาเซียน) รวมถึงสินค้าส่งออกหลักบางประเภทเริ่มไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก
  4. การท่องเที่ยวฟื้นตัวได้แต่ด้วยกฎอัยการศึกการฟื้นตัวอาจเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักอย่างรัสเซียมีปัญหาเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างหนัก
  5. การเลือกตั้งอาจถูกเลื่อนออกไป
  6. ด้วยราคาน้ำมันโลกที่ลดลงอย่างมาก เงินเฟ้อน่าจะอยู่ในระดับต่ำ และด้วยเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้าและหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เรามองว่าดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงอยู่ที่ระดับ 2% จนถึงปลายปี 2015
  7. โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่น่าจะเริ่มก่อสร้างได้ก่อนน่าจะเป็นโครงการส่วนต่อขยายจากโครงการเดิม เช่น รถไฟฟ้าและรถใต้ดิน

เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเงินเฟ้อที่ลดลง น่าจะทำให้ กนง. ยังคงดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 2% ตลอดทั้งปี 2015 เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป กอปรกับอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลง เราคาดว่า กนง. น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ตลอดทั้งปี 2015 และแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในปีหน้า อาจเพิ่มแรงกดดันต่ออัตราดอกเบี้ยของไทย แต่เรามองว่าด้วยภาวะชะลอตัวของสินเชื่อ และหนี้ภาคครัวเรือนที่เร่งตัวขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป อาจทำให้ภาคครัวเรือนได้รับผลกระทบได้ ดังนั้นการปรับขึ้นดอกเบี้ยน่าจะถูกเลื่อนออกไป

เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง ดังนี้

  1. การส่งออกที่ฟื้นตัวช้า อาจกดดันการลงทุนของภาคเอกชนให้ชะลอตัว และฉุดอุปสงค์ภายในประเทศ
  2. ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจสูงขึ้นหากมีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป
  3. ความเสี่ยงทางด้านกฎหมายจากการปรับกฎระเบียบใหม่ เช่น การปรับโครงสร้างพลังงาน อัตราภาษี VAT การเลื่อนปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ และการประมูลโครงการ 4G