Monthly Archives: July 2015

ความแตกต่างระหว่างการลงทุนทำธุรกิจกับการลงทุนในตลาดหุ้น

14

ถ้าวันนี้คุณอยากทำธุรกิจหรือเป็นเจ้าของกิจการ กับ การที่คุณอยากลงทุนในตลาดหุ้น ควรจะเลือกลงทุนอะไรดีข้อเปรียบเทียบ 1. เงินลงทุนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จำเป็นต้องใช้เงินในการลงทุน ตั้งแต่หลักแสน หลายแสน จนถึงหลักล้าน และที่สำคัญ ต้องมีสายป่านที่ยาว เพื่อมาหล่อเลี้ยงธุรกิจของคุณให้มันเจริญเติบโตต่อไปได้ ตลาดหุ้น วันนี้คุณจะมีเงินเริ่มต้น หลักพัน หลักหมื่น คุณก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ เวลาการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ จะต้องมีเวลา ดูแลเฝ้ากิจการตลอดมากกว่า 8 – 10 ชั่วโมงต่อวัน จะปิดกิจการไปเที่ยวสักเดือนนึง ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะธุรกิจที่เปิดขาดรายได้ แต่ภาระค่าใช้จ่ายยังคงอยู่ ลูกค้าหนีหาย คู่แข่งแซงหน้า ดังนั้น จึงต้องทำงานทุกวัน แทบจะไม่มีวันหยุด ตลาดหุ้น คุณใช้เวลาเพียง 30 – 60 นาทีต่อวันเท่านั้น

ผลตอบแทนการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ผลตอบแทน ขึ้นกับจำนวนลูกค้า ที่เข้ามา ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัย ในเรื่อง รสชาด การบริการ ราคา ทำเลที่ตั้ง ฤดูกาลและอื่นๆอีกมากมายจึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากขึ้น ตลาดหุ้น ผลตอบแทน สามารถสร้างได้ แบบไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และศักยภาพของกลยุทธ์ในการทำกำไรคู่แข่งการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ คู่แข่งในธุรกิจประเภทนี้มีมากมาย ต้องแข่งขันกันในเรื่องของความแปลกใหม่ การตัดราคา การโฆษณา รสชาด การบริการ รวมถึงคอนเนคชั่นเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมาใช้บริการธุรกิจของตน ตลาดหุ้น คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด คือ ตัวคุณเอง ไม่ต้องแข่งกับใคร ขอเพียงเอาชนะใจตนเอง เอาชนะความโลภ ความกลัว จิตนิ่ง มีสติ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

ความเสี่ยงการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ ความเสี่ยงของการทำธุรกิจ คือ ถ้าคุณยังไม่มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน ในธุรกิจนี้ไม่มีให้ทดลองทำก่อน ต้องลงทุนจริง เจ๊งจริง และก็เจ็บจริง เช่น ถ้าคุณอยากเปิดร้านอาหาร แต่ยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ คุณอยากทดลองทำก่อน ก็ไม่สามารถทำได้ ต้องลงทุนจริงเท่านั้น ตลาดหุ้น ถ้าคุณยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ที่มากพอ คุณสามารถทดลองลงทุนได้ก่อน ในเงินจำลอง เพราะในตลาดหุ้น ได้ช่วยสร้างความเสี่ยงต่ำให้กับเราแล้ว เราเพียงแค่ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เค้ามีให้ จนกว่าคุณจะมีความรู้และประสบการณ์ และมีความมั่นใจมากพอ ค่อยไปลงทุนจริงๆ

เครื่องมือบริหารความเสี่ยงการทำธุรกิจหรือกิจการต่างๆ เช่น ถ้าร้านอาหารที่คุณเปิด อาหารรสชาดไม่ดี ทำเลไม่ใช่แหล่งทำเงิน การบริการไม่ประทับใจ ร้านคุณก็จะเริ่มเข้าสู่ภาวะของการขาดทุน โดยที่ต้องขาดทุนไปเรื่อยๆเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ตามสายป่านของเงินที่คุณมี ถึงแม้ว่าในความเป็นจริงคุณรับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้มากน้อยแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถทำได้ เพราะในธุรกิจร้านอาหารไม่มีตัวช่วยบริหารความเสี่ยง หรือ ตัวตัดขาดทุน ตลาดหุ้น ถ้าวันนี้คุณลงทุนไป 100 บาท คุณบอกว่ารับความเสี่ยงจากการขาดทุนได้สูงสุด 5 บาท คุณก็สามารถทำได้ โดยใช้ การตัดขาดทุน หรือ การ Cut Loss นั่นเอง